NEWYORK CITY

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ถดถอย ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ก็มีวันที่จะเป็นยักษ์ล้มกับเขาด้วย ภาพของสถาบันการเงินและวาณิชธนกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง ต้องล้มละลายจำนวนมาก คนอเมริกันตกงานหลายหมื่นคน ผลกระทบครั้งนี้ส่งต่อสั่นสะเทือนไปทุกมุมโลก ประเทศไทยเราเองฉันก็ได้ยินข่าวโรงงานปลดพนักงานเป็นว่าเล่น

แต่ที่น่าเหลือเชื่อสำหรับฉัน คือ คำกล่าวของเหล่านักวิเคราะห์ที่ต่างดาหน้าออกมาบอกว่า “นิวยอร์ก”เมืองใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมืองที่เป็นศูนย์กลางการเงินหมายเลขหนึ่งของโลก จะตกต่ำและศูนย์เสียอำนาจทางการเงินที่เคยมีนิวยอร์กในสายตาของคนอื่นๆ ฉันไม่อาจรับรู้ได้ว่านอกจากความเป็นเมืองใหญ่ และภาพของเครื่องบินพาณิชย์พุ่งเข้าชน “ตึกเวิร์ดเทรดเซนเตอร์” (World Trade Center) อันเป็นสัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ.2001 แล้วยังจะมีสิ่งใดน่าสนใจอีกบ้าง

ต่สำหรับฉัน นิวยอร์ก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝัน เป็นโลกใหม่ที่คิดถึงคราใด ก็ตื่นตา ตื่นใจ เมื่อนั้น ที่นี่มีสถาปัตยกรรมสูงตระหง่าน เต็มไปด้วยวิถีชีวิตบนป่าคอนกรีตที่ไม่ยอมหลับใหลมีสวนสาธารณะอันใหญ่โต มีพิพิธภัณฑ์ประดับผลงานศิลปะชิ้นเอก และของสะสมจากทั่วมุมโลก แถมยังเป็นเมืองที่มีชื่อเล่นที่น่ากิน “Big Apple”และเมืองแอปเปิ้ลยักษ์ใบนี้ ก็ขึ้นชื่อเป็นมหานครแห่งการแสวงหา เป็นโลกใหม่ที่หอมหวานสำหรับผู้อพยพที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา

แต่กว่าจะเป็นมหานครอย่างทุกวันนี้ นิวยอร์กผ่านความเปลี่ยนแปลงมามากมาย นับแต่วันที่บริเวณนี้ยังเป็นถิ่นฐานของพวกอินเดียนแดง ปี ค.ศ. 1621 ชาวดัตช์ 30 ครอบครัวแรกเสี่ยงตายมาตั้งรกรากที่นี่ ซื้อที่ดินซึ่งปัจจุบันเป็นเกาะแมนฮัตตันจากอินเดียนแดงในราคา 25 เหรียญ ประกาศให้เป็นอาณานิคมของฮอลันดา ตั้งชื่อว่า “นิวอัมสเตอร์ดัม” เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันมีภาษาที่ใช้กันในหมู่ชาวนิวยอร์กทั้งสิ้นราว 80 ภาษา